.:: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยและโบราณคดี พระองค์ได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกนอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศมากมายและ เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านอื่นๆเช่นการอ่านและการเขียนอีกด้วย

สารบัญ

[แก้ไข]
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

        สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๕๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมมารดาชุ่ม ธิดาพระอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ) ต้นราชสกุล "โรจนดิศ" เป็นเจ้าจอมมารดา ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๕ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระราชทานพระนามและพระพร ประกอบด้วยคาถาเป็นภาษาบาลีซึ่งมีคำแปลดังต่อไปนี้ "สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏ พระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม ผู้บิดาตั้งนามกุมารบุตรที่เกิดแต่ชุ่มเล็กเป็นมารดานั้นว่าดังนี้ พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร นาคนาม ขอจงเจริญชนมายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคล ทุกประการ สิ้นกาลนานต่อไป เทอญ"

[แก้ไข] พระองค์ยังทรงเป็นต้นราชสกุลดิศกุล

        พระองค์ทรงเริ่มเรียนหนังสือไทยชั้นต้นจากสำนักคุณแสงและคุณปาน ราชนิกุล ในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลวง ซึ่งมีมิสเตอร์ ฟรานซิส ยอร์ช แพตเตอร์สัน เป็นพระอาจารย์และทรงศึกษาวิชาหลักรัฐประศาสนศาสตร์จากพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5

        สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย องค์ปฐม

        ผู้บัญชาการทหารบก อธิบดีกรมศึกษาธิการ(ตำแหน่งเทียบเท่าเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ)

        อภิรัฐมนตรี นายกราชบัณฑิตยสภา และทรงบุกเบิกงานด้านโบราณคดีไทยศึกษา โดยทรงนิพนธ์หนังสือที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีไว้เป็นจำนวนมาก ทรงเป็นองค์ผู้อำนวยการก่อตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (รร.หลวงแห่งแรก) โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ(รร.เอกชนแห่งแรก) โรงเรียนนายร้อยทหารบก โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลศิริราช

  • พ.ศ. ๒๔๑๘ เมื่อมีพระชนม์ได้ 13 พรรษา ได้ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็น พระอุปัชฌาย์ และประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร
  • พ.ศ. ๒๔๒๐ ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตรีทหารมหาดเล็ก บังคับกองแตรวง พระชนมายุได้ 15 ปี
  • ได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยโท ผู้บังคับการทหารม้า ในกรมทหารมหาดเล็กและในปีเดียวกันนี้ได้รับพระราชทานยศเป็น นายร้อยเอก ราชองค์รักษ์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระชนมายุได้ 17 ปี
  • พ.ศ. ๒๔๒๓ ได้รับพระราชทานยศเลื่อนเป็นนายพันตรี ผู้สนองพระบรมราชโองการ ว่าการกรมทหารมหาดเล็ก
  • พ.ศ. ๒๔๒๔ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปสังกัดกรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า "กรมกองแก้วจินดา" ทรงจัดตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ
  • พ.ศ. ๒๔๒๕ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระ อุปัชฌาย์ และประทับจำพรรษาที่วัดนิเวศธรรมประวัติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ. ๒๔๒๘ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารมหาดเล็ก และได้รับพระราชทานยศเป็นนายพันโท
  • พ.ศ. ๒๔๒๙ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระสุพรรณบัฎ และทรงประกาศแต่งตั้งให้ดำรงพระอิสริยยศ เป็น "กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ"
  • พ.ศ. ๒๔๓๐ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก
  • พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้รับพระราชทานยศเป็นนายพลตรี
  • พ.ศ. ๒๔๓๒ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากงานฝ่ายทหารไปปฏิบัติงานทางพลเรือน ทรงเป็นผู้กำกับ กรมธรรมการ
  • พ.ศ. ๒๔๓๓ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรม ศึกษาธิการ
  • พ.ศ. ๒๔๓๕- ๕๘ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย
  • พ.ศ. ๒๔๔๒ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น "กรมหลวงดำรงราชานุภาพ"
  • พ.ศ. ๒๔๕๔ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศ เป็น "กรมพระดำรงราชานุภาพ"
  • พ.ศ. ๒๔๕๘ ดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดสำหรับ พระนคร
  • พ.ศ. ๒๔๖๖ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเป็นนายพลเอก
  • พ.ศ. ๒๔๖๘ ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี
  • พ.ศ. ๒๔๖๙ ดำรงตำแหน่งนายก ราชบัณฑิตยสภา
  • พ.ศ. ๒๔๗๒ โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน พระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระ ยาดำรงราชานุภาพ"
  • พ.ศ. ๒๔๒๙ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ (ทรงศักดินา ๑๕๐๐๐)

        -เจ้ากรม - หมื่นดำรงราชานุภาพ (ศักดินา ๖๐๐)

        -ปลัดกรม - หมื่นปราบบรพล (ศักดินา ๔๐๐)

        -สมุห์บาญชี - หมื่นสกลคณารักษ์ (ศักดินา ๓๐๐)

  • พ.ศ. ๒๔๔๒ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ (ทรงศักดินา ๑๕๐๐๐)

        -เจ้ากรม - หลวงดำรงราชานุภาพ (ศักดินา ๖๐๐)

        -ปลัดกรม - ขุนปราบบรพล (ศักดินา ๔๐๐)

        -สมุห์บาญชี - หมื่นสกลคณารักษ์ (ศักดินา ๓๐๐)

        -พ.ศ. ๒๔๕๔ กรมพระดำรงราชานุภาพ อิสสริยลาภบดินทร์ สยามพิชิตินทรวโรปการ มโหฬาร ราชกฤตยานุสร อาทรประพาสการสวัสดิ์ วรรัตนปัญญาศึกษาพิเศษ นรินทราธิเบศบรมวงศ์ อดิศัย ศรีรัตนตรัยคุณธาดา อุดมเดชานุภาพบพิตร(ทรงศักดินา ๑๕๐๐๐)

        -เจ้ากรม - พระดำรงราชานุภาพ (ศักดินา ๘๐๐)

        -ปลัดกรม - หลวงปราบบรพล (ศักดินา ๖๐๐)

        -สมุห์บาญชี - ขุนสกลคณารักษ์ (ศักดินา ๔๐๐)

  • พ.ศ. ๒๔๗๒ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ (ทรงศักดินา ๓๕๐๐๐)

        -เจ้ากรม - พระยาดำรงราชานุภาพ (ศักดินา ๑๐๐๐)

        -ปลัดกรม - พระปราบบรพล (ศักดินา ๘๐๐)

        -สมุห์บาญชี - หลวงสกลคณารักษ์ (ศักดินา ๕๐๐)

[แก้ไข] พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดาทั้งหมด ๓๗ องค์

        พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดากับหม่อมเฉื่อยทั้งหมด ๘ องค์ คือ

[แก้ไข] หม่อมนวม

        พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดากับหม่อมนวมทั้งหมด ๕ องค์ คือ

[แก้ไข] หม่อมลำดวน

        พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดากับหม่อมลำดวนทั้งหมด ๖ องค์ คือ

  • หม่อมเจ้าพิศิษฐ์ดิศพงษ์ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๕๐๙ ท่านพ่อของ ม.ร.ว.ปรียางศรี วัฒนคุณ) เษกสมรสกับ หม่อมสวาสดิ์ เกตุทัต
  • หม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๕๑๖)
  • หม่อมเจ้าหญิงสิวลีวิลาศ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๔๓-๒๕๓๕)
  • หม่อมเจ้าหญิงทักษิณาธร ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๕๑๕)
  • หม่อมเจ้าหญิงสุมณีนงเยาว์ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๕๑-ปัจจุบัน?) เษกสมรสกับ พ.อ.สุวัฒน์ วินิจฉัย กุล
  • หม่อมเจ้าหญิง สิ้นชีพพิตักษัยเมื่อวันประสูติ

[แก้ไข] หม่อมแสง

        พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดากับหม่อมแสงทั้งหมด ๕ องค์ คือ

[แก้ไข] หม่อมเจิม

        พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดากับหม่อมเจิมทั้งหมด ๘ องค์ คือ

  • หม่อมเจ้านิพัทธพันธุดิศ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๔๘-๒๕๐๙) เษกสมรสกับ หม่อมรำไพ กันตามระ
  • หม่อมเจ้าอาชวดิศ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๕๕-๒๕๑๘) เษกสมรสกับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์ เจ้าศิริรัตน์บุษบง
  • หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๕๔๖) เษกสมรสกับ หม่อมอรพินทร์ อินทรทูต
  • หม่อมเจ้าหญิงมารยาตรกัญญา ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๔๕-๒๕๔๙) สิ้นชีพิตักษัย ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๙
  • หม่อมเจ้าหญิงพรพิลาศ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๔๗-๒๕๑๙) เษกสมรสกับ ชวน บุนนาค
  • หม่อมเจ้าหญิงพวงมาศผกา ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๕๒๖)
  • หม่อมเจ้าหญิงเราหิณาวดี ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๕๕-๒๔๒๗) เษกสมรสกับ หม่อมหลวงฉายชื่น กำภู
  • หม่อมเจ้าหญิงกฤษณาพักตรพิมล ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๖๐-ปัจจุบัน?) เษกสมรสกับ หม่อมเจ้า ประสพสุข ศุขสวัสดิ์

[แก้ไข] หม่อมอบ

        พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดากับหม่อมอบเพียงองค์เดียว คือ

  • หม่อมเจ้ากาฬวรรณดิศ ดิศกุล (พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๕๒๗) เษกสมรสกับ หม่อมฉวีทิพย์ หงสนันท์

[แก้ไข] หม่อมหลวงหญิงใหญ่ อิศรเสนา

        พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดากับหม่อมหลวงหญิงใหญ่ อิศรเสนาเพียง ๒ องค์ คือ

[แก้ไข] หม่อมหยาด

        พระองค์ทรงมีพระโอรส-ธิดากับหม่อมอบเพียงองค์เดียว คือ

        นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงมีหม่อมอีก 3 คน คือ หม่อมเป๋า หม่อมเยื้อน และ หม่อมเพิ่ม

        ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงประกอบคุณ ประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งนอกจากจะมีพระเกียรติคุณในด้าน การบริหารประเทศทั้งฝ่ายการทหารและการพลเรือนแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านโบราณคดี จนทรงได้รับการขนานพระนามว่า “ องค์บิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย ”

        สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสนพระทัยเกี่ยวกับวิชาการโบราณคดีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ สมัยที่ทรงผนวชเป็นสามเณร พระอุปัชฌาย์คือ “ สมเด็จฯ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ” ได้ตรัสเล่าเรื่องโบราณต่าง ๆ ให้ทรงทราบอยู่เสมอ วิธีที่ทรงเล่าผิดกับผู้อื่น ทำให้เข้าใจและจดจำได้ไม่ผิด นอกจากนี้หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุลยังตรัสเล่าไว้ว่า สมเด็จฯ ทรงเรียนโบราณคดีจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ( รัชกาลที่ 2 ) ซึ่งทรงเรียนมาจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกทีหนึ่ง แต่พระภารกิจทางโบราณคดีที่ทรงทำอย่างแท้จริงนั้น อยู่ในช่วงที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยระหว่าง พ.ศ. 2435 – 2458 ซึ่งต้องเสด็จฯ ออกตรวจราชการตามหัวเมืองต่าง ๆ อยู่เป็นนิจ ทำให้พระองค์ได้พบเห็นเมืองโบราณและ/หรือ โบราณสถาน – โบราณวัตถุที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วยพระทัยรักในงานโบราณคดี พระองค์จึงทรงบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นนั้นไว้ และนำมาศึกษาสืบค้นหาประวัติความเป็นมาของสถานที่นั้น ๆ ทรงค้นพบเมืองโบราณหลายแห่ง โดยการสอบทานกับเรื่องราวในพงศาวดารและตำนาน เช่น เมืองเชลียง เมืองศรีเทพ และเมืองอู่ทอง บางครั้งยังทรงประทานพระวินิจฉัยไว้ด้วย ซึ่งต่อมาได้เป็นงานค้นคว้าทางวิชาการโบราณคดีที่สำคัญ เช่น พระวินิจฉัยชื่อเมืองนครราชสีมา และเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สมเด็จฯ ก็ทรงตระหนักดีว่าหลักฐานที่ทรงพบเห็นในขณะนั้นยังมีอยู่น้อย ต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป ดังนั้นในพระวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงมักใช้คำว่า “ สันนิษฐาน ” และ “ น่าจะ ” เสมอ เรื่องที่ทรงสันนิษฐานอาจเปลี่ยนแปลงได้ถ้าหากมีหลักฐานใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมา สมเด็จฯ ไม่ทรงคิดว่าพระวินิจฉัยของพระองค์จะต้องถูกต้องเสมอไป ทรงรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและยอมรับหากผู้อื่นสามารถวินิจฉัยได้ดีกว่า ทรงกล่าวไว้ในจดหมายถึงหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ตอนหนึ่งว่า “ --- ( ที่กล่าวมา ) เป็นการสันนิษฐาน ผู้อ่านไม่จำจะต้องเชื่อ เว้นแต่เห็นชอบด้วย ” และอีกตอนหนึ่งว่า “ อันการวินิจฉัยโบราณคดีต้องมีความคิดเห็นผิดกันบ้างเป็นธรรมดา ที่ฉันเคยแพ้เขามาก็หลายเรื่อง ต้องไม่ขัดใจกันจึงจะวินิจฉัยด้วยกันได้ ” สมเด็จฯ ทรงเห็นคุณค่าของการช่วยกันค้นคว้าเพื่อหาข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์ทางวิชาการ สมควรที่ผู้ที่รักจะศึกษาโบราณคดีและประวัติศาสตร์จะดำเนินรอยตาม ดังนั้น แม้ในปัจจุบันเราจะพบว่าพระวินิจฉัยบางประการของพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่เราก็ควรสำนึกในพระคุณของพระองค์ท่านที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มแนวคิด และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย เพื่อนำไปสู่การศึกษาที่กว้างขวางต่อไป

ภาพ:สมเด็จฯ_กรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพ.JPG
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพ คราวเสด็จเยือน "ปราสาทนครวัด" ในปี พ.ศ.2467
ภาพ:สมเด็จฯ_กรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพ_1.JPG

        สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงรักงานโบราณคดี ทรงกล่าวไว้ในลายพระหัตถ์ที่มีถึงศาสตราจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ตอนหนึ่งว่า “ วิชาโบราณคดีเป็นวิชาที่ไม่มีโทษ ทั้งมีมากและยากพอที่จะใช้ปัญญาสอดส่องให้เพลิดเพลินได้ – ควรพยายามหาความรู้ให้มาก แต่อย่าตั้งตัวเป็นนักปราชญ์ – อันนักปราชญ์นั้นเป็นฐานะซึ่งผู้อื่นที่เขาเป็นนักปราชญ์จะยกย่อง ส่วนตัวเรามีกิจเพียงบำเพ็ญคุณให้ปรากฏ ถ้าคุณของเราถึงขนาดเขาก็ยกย่องเอง ถ้าตั้งตัวเองหรืออาศัยแต่คำยกย่องของผู้ที่มิได้เป็นนักปราชญ์ ก็ไม่เป็นมงคลอันใด ” สมเด็จฯ โปรดที่จะเสด็จฯ ตรวจโบราณสถานเสมอใกล้บ้างไกลบ้าง อย่างน้อยที่สุดก็กรุงเก่า ซึ่งพระองค์จะประทับอยู่ในพระราชวังโบราณ เป็นเวลานานหลายชั่วโมง กับพระยาโบราณราชธานินทร์สมุหเทศาภิบาล และทุกครั้งที่เสด็จฯ ออกตรวจราชการ ก็ได้ทรงพบโบราณวัตถุจำนวนมากที่เป็นหลักฐานที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทยถูกทิ้งอยู่ตามเมืองโบราณต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากพระองค์ไม่นำมาเก็บรักษาไว้ ป่านนี้อาจไม่เหลือหลักฐานไว้ให้เราได้ศึกษาแล้ว โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ ๆ ดังกล่าวได้แก่รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสมัยศรีวิชัยอันลือชื่อ และจารึกศรีวิชัยหลักที่ 23 และหลักที่ 24 เป็นอาทิ ในส่วนที่เป็นจารึกนั้นบางครั้งทรงทำสำเนาจารึกกลับมาศึกษาที่กรุงเทพฯ หรือหากเคลื่อนย้ายได้ก็ทรงรวบรวมโบราณวัตถุดังกล่าวมาเก็บรักษาไว้ ณ กระทรวงมหาดไทยก่อน และเมื่อทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา ก็ได้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานวังหน้า ( คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพรนคร ในปัจจุบัน ) ซึ่งสมเด็จฯ ทรงเป็นผู้ควบคุมการจัดด้วยพระองค์เองโดยตลอด เมื่อทรงจัดแล้วก็ทรงฝีกหัดคนให้มีความรู้โดยถ่ายทอดวิชาการโบราณคดีและวิชาการพิพิธภัณฑ์จากพระองค์ ผู้ที่ได้รับการฝึกสอนในขั้นแรกนั้นก็คือหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ผู้ซึ่งต่อมาเป็นคณบดีคนแรกของคณะโบราณคดี

        สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดและวางรากฐานแก่การศึกษาในวิชาการประวัติศาสตร์และโบราณคดีอย่างแท้จริง ทรงค้นคว้าและเรียบเรียงตำราเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาวิชาการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ( พงสาวดาร 134 เรื่อง ศาสนา 76 เรื่อง ตำนาน 103 เรื่อง ประวัติต่าง ๆ 160 เรื่อง โคลงกลอน 92 เรื่อง และอธิบายแทรก 19 เรื่อง ) หนังสือสำคัญที่เป็นตำราในการศึกษาค้นคว้าสำหรับอนุชนรุ่นหลังได้แก่ ตำนานพุทธเจดีย์สยามสาสน์สมเด็จฯ และนิทานโบราณคดี เป็นต้น นอกจากนี้สมเด็จฯ ยังทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ( National Archive ) โดยรับสั่งให้รวบรวมหนังสือเก่าที่มีอายุเกิน 25 ปี มาเก็บไว้เพื่อที่คนรุ่นหลังจะหาหลักฐานได้จากหอจดหมายเหตุแห่งนี้ โดยไม่ต้องลำบากดังเช่นที่เคยเป็นมา นอกจากนี้ยังทรงวางรากฐานการบำรุงรักษาโบราณวัตถุสถานทั่วราชอาณาจักรรวมถึงการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งโบราณศิลปวัตถุออกนอกประเทศ เพื่อป้องกันมิให้โบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่มีค่าออกนอกประเทศได้ง่าย

[แก้ไข] คติธรรมและแนวคิดสำคัญบางประการ ของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

         “ ผู้ใดไม่ถือเวลาเป็นสำคัญ ผู้นั้นเป็นคนไม่มีหลัก เชื่อถือไม่ได้ ”

         “ คนที่นึกว่าตัวรู้พอแล้วนั้น เป็นคนตายแล้วเป็น ๆ เพราะโลกหมุนอยู่ทุกนาที เราต้องเรียนตามมันไป จึงจะอยุ่กับโลกโดยไม่โง่ได้ ”

         “ รางวัลสูงสุดอยู่ที่ ค้นหาความชั่วไม่พบในตัวเราเอง การติ การชมเป็นเรื่องของคนอื่น เขารู้จริงบ้าง ไม่ จริงบ้าง จะไปยุ่งด้วยทำไม บาปบุญเป็นของเขาของเราเท่านั้น ”

“ ถ้าผู้ใดติความคิดของผู้อื่น ให้ถามว่า แล้วควรทำอย่างไร ถ้าผู้นั้นก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ผู้นั้นไม่มี สิทธิติ ”

ยามเยาว์เห็นโลกล้วน แสนสนุก
เป็นหนุ่มสาวก็หลงสุข ค่ำเช้า
กลางคนเริ่มเห็นทุกข์ สุขคู่ กันนอ
ตกแก่จึ่งรู้เค้า ว่าล้วนอนิจจัง
( โคลงสี่สุภาพ ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 247 )

[แก้ไข] สิ้นพระชนม์

        เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่วังวรดิศ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สิ้นพระชนม์ สิริรวมพระชนม์มายุได้ ๘๑ พรรษา ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นงานใหญ่ และงานสำคัญอย่างยิ่ง ของบ้านเมือง ทรงเป็นกำลังสำคัญในการบริหารประเทศหลายด้าน และทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างสูง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยตรัสชมพระองค์ เปรียบเทียบว่าเป็นเสมือน "เพชรประดับพระมหาพิชัยมงกุฎ" ผลงานด้านต่าง ๆ ของพระองค์แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันสูง เป็นที่ประจักษ์แก่มหาชนทุกยุคทุกสมัย

        จากที่กล่าวมาโดยสังเขปนี้ จะเห็นได้ว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทยอย่างแท้จริง ทรงเป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกแก่วงการโบราณคดีไทย ทรงชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของโบราณวัตถุ – สถานที่สามารถบอกให้เราทราบถึงความเป็นมาของชาติไทย เกิดความรักและความภูมิใจในชาติของตน องค์การยูเนสโกจึงได้ประกาศให้พระองค์ท่าน เป็นหนึ่งในบรรดาบุคคลสำคัญของโลก ประจำปีพ.ศ. 2505

        เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ และเฉลิมฉลองวันประสูติ ครบ ๑๐๐ ชันษา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชนุภาพ ให้ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการถวายสดุดีเป็น "บุคคลสำคัญของโลก" โดยมีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพร้อมกันในสมาชิกประเทศของยูเนสโกทั่วโลกเป็นเวลา 14 วัน

        วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้ วันที่ ๑ ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันดำรงราชานุภาพ" เพื่อน้อมนำให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพผู้ทรงมีคุณูปการต่อแผ่นดินไทยเป็นอเนกอนันต์สืบไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
   Hosted by kapook.com